กรอบแว่น

EYEWEAR SELECTIONS

HIGH QUALITY BRANDNAME EYEWEARS

Lindberg brand
Ic! Berlin brand
Moscot brand
glasses brand
Porsche design brand
brand
brand
brand
Nile vision brand
brand
brand
glasses brand 2
เลนส์โปรเกรสซีฟ คืออะไร เหมาะกับใคร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร?

Progressive Lens คืออะไร? คู่มือเลนส์โปรเกรสซีฟครบทุกเรื่องก่อนตัดสินใจ


08/Aug/2025
07/Aug/2025 08:43 PM

Progressive Lens หรือ เลนส์โปรเกรสซีฟราคา คือเลนส์แว่นตาที่รวมค่าสายตาหลายระยะไว้ในเลนส์ชิ้นเดียวแบบไร้รอยต่อ ช่วยให้มองเห็นได้คมชัดทั้งระยะไกล กลาง และใกล้ในแว่นเพียงตัวเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีภาวะ สายตายาวตามวัย (Presbyopia) หรือเริ่มมองระยะใกล้ไม่ชัด โดยเฉพาะคนที่ไม่อยากพกแว่นหลายคู่ติดตัว

ในยุคที่ไลฟ์สไตล์ผูกติดกับหน้าจอดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ การใช้สายตาระยะใกล้ต่อเนื่องเป็นเวลานานทำให้เกิดอาการ Blurry near vision และ Digital eye strain ที่อาจมาเร็วกว่าอายุ 40 ปี ปัญหาเหล่านี้เกิดจากความเสื่อมของเลนส์ตาและกล้ามเนื้อตา ส่งผลให้ดวงตาเพ่งมองวัตถุระยะใกล้ได้ลำบากกว่าเดิม

แม้หลายคนเลือกใช้แว่นอ่านหนังสือ (เลนส์ค่าสายตาบวก) เพื่อช่วยมองระยะใกล้ แต่ข้อจำกัดคือใช้มองไกลไม่ได้ ต้องสลับเข้า-ออกตลอดเวลา Progressive Lens จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า เพราะอยู่ในกลุ่ม Multifocal Lens หรือ No-line Bifocals ที่ช่วยให้มองชัดทุกระยะโดยไม่ต้องเปลี่ยนแว่น

สารบัญ

Progressive Lens คืออะไร?

Progressive Lens (เลนส์โปรเกรสซีฟ) คือเลนส์แว่นตาที่พัฒนาต่อยอดจากเลนส์สองชั้น (Bifocal) แบบมีรอยต่อ โดยใช้เทคโนโลยีบีบอัดค่าสายตาหลายค่าไว้ในเลนส์ชิ้นเดียว กลไกการทำงานคือการไล่ระดับ ค่าสายตา อย่างต่อเนื่องจากด้านบนไปด้านล่างของเลนส์ ทำให้ผู้สวมใส่สามารถเปลี่ยนระยะการมองจากไกลมาใกล้ได้อย่าง smooth ไม่เกิดภาพกระโดดเหมือนเลนส์สองชั้นแบบเก่า จึงได้รับฉายาว่า "เลนส์ไร้รอยต่อ"

อย่างไรก็ตาม การบีบอัดค่าสายตาหลายระยะลงในเลนส์ชิ้นเดียวทำให้บริเวณด้านข้างของเลนส์มีภาพบิดเบือน (Peripheral distortion) อยู่บ้าง โดยความมากน้อยของภาพบิดเบือนขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือความซับซ้อนของค่าสายตาผู้สวมใส่ และชนิดของเลนส์โปรเกรสซีฟที่เลือกใช้ ยิ่งเลนส์รุ่นสูง ใช้เทคโนโลยีขัดเลนส์ละเอียดมาก ภาพบิดเบือนด้านข้างก็จะยิ่งน้อยลง

ทำไม Progressive Lens ถึงดีกว่าเลนส์สองชั้นแบบเก่า?

Progressive Lens ได้รับการพัฒนาเพื่อแก้ข้อจำกัดของเลนส์สองชั้น (Bifocal) แบบดั้งเดิมในหลายมิติ ความแตกต่างหลักของเลนส์ทั้งสองชนิดสามารถสรุปได้ดังนี้

  • ความต่อเนื่องของภาพ: เลนส์สองชั้นมีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างโซนมองไกลและโซนมองใกล้ ทำให้เกิด "ภาพกระโดด" เมื่อสลับระยะมอง ขณะที่เลนส์โปรเกรสซีฟไล่ระดับค่าสายตาแบบต่อเนื่อง ภาพเปลี่ยนระยะได้อย่างนุ่มนวล
  • ระยะการมองเห็น: เลนส์สองชั้นมองได้แค่ 2 ระยะ (ไกล-ใกล้) ขาดระยะกลางที่สำคัญสำหรับการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ส่วน Progressive Lens ครอบคลุมครบ 3 ระยะในเลนส์เดียว
  • ความสวยงาม: เลนส์โปรเกรสซีฟไม่มีเส้นแบ่งที่มองเห็นจากภายนอก ดูเหมือนเลนส์สายตาทั่วไป จึงเป็นมิตรกับบุคลิกภาพ
  • ความเป็นธรรมชาติของการมองเห็น: การไล่ระดับค่าสายตาแบบ progressive ทำให้สมองและดวงตาทำงานใกล้เคียงกับการมองเห็นตามธรรมชาติมากกว่า

เลนส์โปรเกรสซีฟ คืออะไร

Progressive Lens เหมาะกับใคร?

Progressive Lens เป็นเลนส์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความคมชัดทุกระยะในแว่นตัวเดียว โดยกลุ่มผู้ใช้งานที่เหมาะกับเลนส์ชนิดนี้ ได้แก่

  • ผู้ที่เริ่มมีค่าสายตายาวตามวัย (Presbyopia) หรือเริ่มมีปัญหามองระยะใกล้ไม่ชัด
  • ผู้ที่ไม่ต้องการถอดแว่นเข้า-ออกเพื่อเปลี่ยนระยะมอง ต้องการความสะดวกตลอดทั้งวัน
  • ผู้ที่มี Activity หรือ Lifestyle ที่ต้องสลับการมองเห็นไกล กลาง ใกล้ บ่อย ๆ และเดินไปมาในช่วงเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องยกแว่นขึ้น-ลงให้เสียบุคลิกภาพ

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาใช้ Progressive Lens

  • เมื่อเริ่มมีปัญหาในการมองระยะใกล้หรือเริ่มต้องยืดแขนออกไปไกลขึ้นเพื่อให้อ่านหนังสือได้
  • คนที่ใส่แว่นค่าสายตาเดิมแล้วรู้สึกมองใกล้ยากกว่าเมื่อก่อน แต่ในระยะไกลยังมองเห็นได้ปกติดี

หากไม่เคยใส่แว่นมาก่อน ใส่ Progressive Lens ได้เลยไหม?

สามารถใส่แว่นโปรเกรสซีฟได้แม้ว่าจะไม่เคยใส่แว่นตามาก่อน แต่ถ้าหากเริ่มใช้เลนส์โปรเกรสซีฟตั้งแต่เริ่มมีค่าสายตาอ่านหนังสือก็จะทำให้สามารถปรับตัวกับการใช้เลนส์โปรเกรสซีฟได้ง่ายมากขึ้น


โครงสร้างของ Progressive Lens มีกี่โซน?

โครงสร้างของเลนส์โปรเกรสซีฟ มีทั้งหมด 3 แบบ โดยแบ่งเป็นมองระยะไกล ระยะกลาง และระยะใกล้ มีรายละเอียดแต่ละระยะ ดังนี้

โซนมองระยะไกล (Distance Zone)

โซนมองระยะไกล จะอยู่ด้านบนของเลนส์แว่น หากผู้สวมใส่แว่นที่เป็นเลนส์โปรเกรสซีฟแล้วมองด้านบน จะทำให้มองเห็นระยะไกลได้ชัดเจนมากขึ้น เหมาะสำหรับใช้ตอนดูทีวีและตอนที่กำลังขับรถ

โซนมองระยะกลาง (Intermediate Zone)

โซนมองระยะกลาง เลนส์แว่นจะอยู่ตรงกลางของแว่นพอดี เมื่อมองไปทางตรงจะเห็นระยะนี้ได้ชัดเจน เหมาะสำหรับทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์

โซนมองระยะใกล้ (Near Zone)

โซนมองระยะใกล้ ระยะสุดท้ายจะอยู่ด้านล่างของแว่น ถ้ามองต่ำจะทำให้เห็นระยะใกล้ได้ชัดเจนมาก ๆ เหมาะสำหรับ มองโทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือการอ่านหนังสือ


opticland


เทคโนโลยี Freeform ที่ทำให้ Progressive Lens ดีกว่าเลนส์สองชั้น

สิ่งที่ทำให้เลนส์โปรเกรสซีฟเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก คือ Lens Technology ที่เรียกว่า Freeform ซึ่งแตกต่างจากการผลิตเลนส์แบบเก่าโดยสิ้นเชิง

เทคโนโลยี Freeform คือการใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์และเครื่องจักรที่มีความแม่นยำสูง ในการขัดผิวเลนส์แบบ "จุดต่อจุด" (Point-by-Point) ไม่ใช่แค่การหล่อขึ้นรูป ทำให้สามารถสร้างโครงสร้างเลนส์ที่ปรับเข้ากับค่าสายตาเฉพาะตัวของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระดับหลัก ๆ

  • Semi-Freeform Progressive (ระดับเริ่มต้น)

    โครงสร้างมาตรฐานที่ใช้ได้ทั่วไป เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น แต่บริเวณภาพบิดเบือนด้านข้างยังค่อนข้างกว้างอยู่
  • Freeform Progressive (ระดับกลาง)

    ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการขัดผิวเลนส์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้มุมมองภาพกว้างขึ้น ภาพบิดเบือนลดลง
  • Customized Freeform Progressive (ระดับเฉพาะบุคคล)

    นำค่าเฉพาะตัวของผู้สวมใส่ เช่น มุมความโค้งของกรอบ, ระยะห่างตาดำ, Frame fitting มาคำนวณ เพื่อให้เลนส์ทำงานร่วมกับแว่นได้อย่างลงตัว
  • Individual Freeform Progressive (ระดับสูงสุด)

    เป็นการออกแบบที่คำนึงถึงทุกปัจจัย ทั้งค่าสายตา, สรีระ, และ "พฤติกรรมการใช้สายตา" ของคุณโดยละเอียด เพื่อให้ได้เลนส์ที่ลดปัญหาการเกิด Blurry Near Vision และให้การปรับตัว(Adaptation period) ที่สั้นที่สุด

ผู้ผลิตเลนส์ชั้นนำของโลกอย่าง Essilor, Hoya, และ Zeiss ต่างก็ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี Freeform เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การมองเห็นที่ดีที่สุด

opticland


Progressive Lens ราคาเท่าไหร่? เปรียบเทียบทุกระดับ

Standard Progressive Lenses (รุ่นมาตรฐาน)

Progressive Lens รุ่นมาตรฐาน อยู่ใน Range ราคาเริ่มต้นประมาณ 5,600 - 9,990 บาท โครงสร้างเลนส์และค่า Parameter ต่าง ๆ จะเป็นค่า Standard หรือค่ากลางทั้งหมด เหมาะกับผู้ที่กำลังมองหาร้านแว่นตาที่ให้บริการตัดแว่นสายตา Progressive ในราคาคุ้มค่า โดยเฉพาะคนที่เริ่มต้นมีค่าสายตายาวตามวัยและค่าสายตาไม่ซับซ้อนมาก

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีค่าสายตาซับซ้อน เช่น สายตาเอียงเยอะ ค่า Addition สูง หรือใช้กรอบแว่นที่มีข้อจำกัดในการปรับดัด อาจทำให้ใช้เวลาในการ Adaptation period นานกว่าเลนส์แบบสั่งทำเฉพาะบุคคล และอาจรู้สึกเวียนหัวในช่วงปรับตัว

Customized Progressive Lenses (รุ่นเฉพาะบุคคล)

สำหรับผู้ที่ต้องการความเหมาะสมและความสะดวกสบายสูงสุด เลนส์ Customized Progressive เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์การตัดแว่นโปรเกรสซีฟได้ตรงจุดที่สุด ราคาเริ่มต้นประมาณ 10,800 - 36,000 บาท ขึ้นไป โครงสร้างเลนส์และค่า Parameter สามารถสั่งทำเฉพาะบุคคลได้ ทำให้เลนส์มีความเหมาะสมและเฉพาะเจาะจงกับผู้สวมใส่มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ปรับตัวง่าย เวียนหัวน้อยลง สวมใส่สบาย มุมมองของภาพดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น แม้ในกรอบแว่นที่มีข้อจำกัดในการปรับดัดหรือผู้ที่มีค่าสายตาซับซ้อน

ปัจจัยที่ทำให้ Progressive Lens มีราคาแพงกว่าเลนส์ทั่วไป

ตารางเปรียบเทียบ Progressive Lens แต่ละระดับ

ประเภท เทคโนโลยี เหมาะกับใคร ราคาโดยประมาณ
Semi-Freeform Progressive โครงสร้างกึ่งสำเร็จรูป ขัด Freeform ผิวเดียว ผู้เริ่มต้นใช้ Progressive Lens ค่าสายตาไม่ซับซ้อน งบประมาณจำกัด 5,500-11,000 บาท
Freeform Progressive ขัด Freeform ทั้งหน้าและหลังเลนส์ ผู้ใช้งานทั่วไป ต้องการมุมมองกว้างขึ้น 14,000-19,000
Customized Freeform Progressive ใส่ Parameter ส่วนตัว เช่น PD, มุมโค้งกรอบ ผู้ที่ค่าสายตาเริ่มซับซ้อน มีสายตาเอียง ต้องการความสบายตา 25,000-31,000
Individual Freeform Progressive ออกแบบทุกพารามิเตอร์เฉพาะบุคคล รวม Position of wearing ผู้ที่ต้องการสุดยอดการมองเห็น Adaptation สั้นที่สุด เริ่มต้น 31,000



ข้อดีและข้อเสียของ Progressive Lens

Progressive Lens เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้มีสายตายาวตามวัย แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อควรพิจารณาที่ผู้สนใจควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจ

ข้อดีของเลนส์โปรเกรสซีฟ

  • มองเห็นคมชัดทุกระยะ: มองเห็นได้ชัดทั้งระยะใกล้ (อ่านหนังสือ ดูมือถือ) ระยะกลาง (คอมพิวเตอร์ พูดคุย) และระยะไกล (ขับรถ) ในแว่นเดียว
  • สวยงามเหมือนเลนส์ปกติ: เลนส์ไม่มีเส้นแบ่งที่มองเห็นได้เหมือนเลนส์สองชั้น ทำให้ดูเป็นธรรมชาติกว่า
  • สะดวกสบาย ไม่ต้องพกแว่นหลายอัน: ลดความยุ่งยากในการสลับแว่นหรือพกแว่นหลายอันติดตัว
  • การมองเห็นที่ต่อเนื่อง: เปลี่ยนระยะโฟกัสได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีการกระโดดของภาพเหมือนเลนส์สองชั้น

ข้อเสีย (หรือข้อควรพิจารณา) ของเลนส์โปรเกรสซีฟ

  • ต้องใช้เวลาปรับตัว: Adaptation period อาจใช้เวลา 1-2 สัปดาห์เพื่อให้คุ้นเคยกับการมองผ่านโซนต่าง ๆ ของเลนส์ ในช่วงแรกอาจมีอาการมึนงงหรือรู้สึกว่าภาพด้านข้างบิดเบี้ยวเล็กน้อย
  • มุมมองด้านข้างแคบ: มุมมองของเลนส์โปรเกรสซีฟอาจแคบกว่าเลนส์ชั้นเดียวหรือเลนส์สองชั้น บริเวณขอบเลนส์ เนื่องจากเป็นโซนภาพบิดเบือน
  • ราคาสูงกว่าเลนส์ทั่วไป: ด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่า ทำให้ Progressive Lens มีราคาสูงกว่าเลนส์ชั้นเดียวหรือเลนส์สองชั้น แต่คุ้มค่ากับการใช้งานในระยะยาว
  • การเลือกกรอบแว่น: ไม่ใช่ทุกกรอบแว่นจะเหมาะสมกับ Progressive Lens จำเป็นต้องเลือกกรอบที่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับโซนการมองเห็นครบทุกระยะ

วิธีใช้งานและการปรับตัวกับ Progressive Lens

  • เลือกชนิด Progressive Lens ให้ตรงไลฟ์สไตล์

    นักทัศนมาตรจะสามารถแนะนำชนิดของเลนส์โปรเกรสซีฟได้เหมาะสมกับค่าสายตาและไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคลว่าเหมาะที่จะใช้เลนส์โปรเกรสซีฟชนิดใด

  • เลือกกรอบแว่นที่เหมาะกับ Progressive Lens

    กรอบแว่นที่ใช้ไม่ควรเลือกขนาดใหญ่หรือเล็กมากจนเกินไป เนื่องจากหากเลือกกรอบแว่นที่ใหญ่เกินไปจะทำให้มองเห็นโซนภาพบิดเบือนด้านข้างเยอะขึ้น หรือถ้าเลือกกรอบที่เล็กจนเกินไปก็จะทำให้โซนการอ่านหนังสือเหลือน้อยลงการบีบอัดเลนส์มากขึ้น ทำให้ใส่แล้วรู้สึกโซนระยะกลางดูแคบลง ควรเลือกขนาดที่พอดีและกระชับกับใบหน้า และควรมีแป้นจมูกโดยเฉพาะในคนเอเชีย อีกปัจจัยนึงที่สำคัญคือการปรับดัดแว่นให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นค่าความโค้งหน้าแว่น มุมเท และระยะห่างระหว่างตาและเลนส์ สิ่งเหล่านี้ก็สำคัญในการทำแว่นโปรเกรฟชีฟให้ออกมาให้ใส่สบายและปรับตัวง่ายมากขึ้น


เลนส์ ESSILOR


เลนส์ HOYA


เลนส์ NIKON


เลนส์ ZEISS


เลนส์ SHAMIR



อยากตัด Progressive Lens ต้องทำอะไรก่อน?

หากคุณสนใจอยากเปลี่ยนมาใช้เลนส์โปรเกรสซีฟ ให้ทำตามขั้นตอนนี้เพื่อความมั่นใจและได้เลนส์ที่ตรงกับความต้องการ

ตรวจวัดสายตาอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญ

หัวใจสำคัญที่สุดคือการตรวจวัดค่าสายตาที่แม่นยำ ทั้งค่าสายตาสำหรับมองไกล ค่าสายตาสำหรับอ่านหนังสือ และอาจรวมถึงค่าสายตาเอียง ที่ Opticland เราใช้เครื่องมือที่ทันสมัยและผู้เชี่ยวชาญในการตรวจวัดอย่างละเอียด

เล่าให้ผู้เชี่ยวชาญฟังว่าปกติคุณใช้สายตาทำอะไรบ้าง

บอกกิจกรรมที่คุณทำเป็นประจำวัน เช่น ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์, อ่านหนังสือ, ขับรถ, เล่นกีฬา, หรืองานอดิเรกอื่นๆ ยิ่งผู้เชี่ยวชาญเข้าใจการใช้สายตาของคุณดีเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยแนะนำเลนส์โปรเกรสซีฟได้ตรงใจและเหมาะกับคุณที่สุด

เลือกกรอบแว่นที่เหมาะสม

กรอบแว่นสำหรับเลนส์โปรเกรสซีฟควรมีความสูงของเลนส์เพียงพอ เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับทุกค่าสายตาได้อย่างเหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญของ Opticland จะช่วยแนะนำกรอบแว่นที่ทั้งสวยงามและเหมาะสมกับการใช้งานเลนส์โปรเกรสซีฟ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเลนส์และระยะเวลาการปรับตัว

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีเลนส์แต่ละรุ่น คุณภาพ การรับประกันให้ชัดเจน ทำความเข้าใจว่าต้องใช้เวลาในการปรับตัว ในการใส่แว่นโปรเกรสซีฟเป็นเรื่องปกติ

เลือกศูนย์แว่นตาที่มีความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือ

Opticland มีประสบการณ์ยาวนานเกี่ยวกับเลนส์โปรเกรสซีฟ พร้อมทีมงานมืออาชีพ และเทคโนโลยีการประกอบเลนส์ที่แม่นยำ ทำให้คุณมั่นใจได้ในคุณภาพและบริการ



ราคาของเลนส์โปรเกรสซีฟ




คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Progressive Lens

Progressive Lens เหมาะกับใครบ้าง?

เลนส์โปรเกรสซีฟเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสายตาหลายระยะ หรือมีอาการสายตายาวตามวัย (Presbyopia) โดยเฉพาะผู้ที่ต้องมองระยะใกล้และไกลสลับกันบ่อย ๆ เช่น ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ อ่านหนังสือ หรือขับรถ

การปรับตัวกับ Progressive Lens ต้องใช้เวลานานแค่ไหน?

ระยะเวลาในการปรับตัวอยู่ที่ 1-2 สัปดาห์ โดยในช่วงแรก หลังตัดแว่นไปแล้วควรใส่เลนส์เป็นประจำเพื่อให้สมองจดจำระยะการมองเห็นแต่ละช่วงในเลนส์ได้ดียิ่งขึ้น

Progressive Lens ต่างจากเลนส์สองชั้นอย่างไร?

เลนส์สองชั้นจะมีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างค่าสายตาระยะใกล้และไกล ทำให้การมองสลับระยะอาจรู้สึกสะดุด ในขณะที่เลนส์โปรเกรสซีฟจะไล่ระดับสายตาอย่างนุ่มนวล ทำให้มองภาพได้ต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติมากกว่า

Progressive Lens ราคาเท่าไหร่?

โดยทั่วไปเลนส์โปรเกรสซีฟจะแบ่งเกรดตามคุณภาพของการออกแบบ เช่น ความกว้างของช่วงการมอง ความนุ่มนวลในการเปลี่ยนระยะ หรือเทคโนโลยีลดแสงสะท้อนและแสงสีฟ้า ราคาจึงแตกต่างกันตามฟังก์ชันและแบรนด์

Progressive Lens ใส่ขับรถได้ไหม?

สามารถใส่ Progressive Lens ขับรถได้ และเหมาะมากด้วย เพราะโซนมองไกลด้านบนของเลนส์ช่วยให้มองถนนคมชัด ขณะที่โซนกลางช่วยให้มองหน้าปัดรถได้ชัดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของการปรับตัว แนะนำให้ขับในเส้นทางที่คุ้นเคยและหลีกเลี่ยงการขับเวลากลางคืน เพราะอาจมีอาการมึนงงจากภาพบิดเบือนด้านข้าง

Progressive Lens ต่างจาก Office Lens อย่างไร?

Progressive Lens ครอบคลุมการมองเห็นครบ 3 ระยะ (ไกล กลาง ใกล้) เหมาะสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวันทุกสถานการณ์ ส่วน Office Lens (หรือเรียกว่า Indoor Lens) ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการใช้งานในออฟฟิศ โดยเน้นโซนระยะกลางและระยะใกล้ให้กว้างเป็นพิเศษ ไม่มีโซนมองไกลที่คมชัดมาก จึงไม่เหมาะกับการขับรถหรือใช้ภายนอกอาคาร ผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นหลักอาจเลือกใช้ทั้งสองคู่ควบคู่กัน หรือเลือก Progressive Lens รุ่นที่เน้นโซนกลาง-ใกล้กว้างเป็นพิเศษก็ได้

โปรไฟล์นักทัศนมาตร

คุณณัฏฐนันท์ สกุลชัยวัฒนา

คุณณัฏฐนันท์ สกุลชัยวัฒนา

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวัดสายตา ตรวจเช็คสุขภาพตา เลนส์โปรเกรสซีฟ รวมถึงระบบการมองเห็นที่ผิดปกติที่เกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อตา โดยใช้เลนส์และคอนแทคเลนส์ในการแก้ไขปัญหาสายตาเป็นหลัก

  • ประวัติการศึกษาและการทำงาน

จบการศึกษาจากคณะ ทัศนมาตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมีประสบการณ์ ฝึกงานที่ Johnson&Johnson Vision Care

บล็อคที่เพิ่งดูไป

บล็อคล่าสุด

ดูเพิ่มเติม

ติดต่อสอบถาม

02-259-9158